“เอฟวัน” ที่ไม่เหมือนเดิม

อีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ส่วนตัวแอบติดตามแบบเงียบมาตลอดในฐานะคนกีฬาที่เป็นผู้ชายคนนึง คงหนีไม่พ้นกีฬาประเภทความเร็วอย่างการแข่งรถ โดยเฉพาะ “ฟอร์มูล่าร์ วัน” หรือรถสูตร 1 ชิงแชมป์โลก ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งรถที่ความเร็วเฉลี่ยสูงที่สุดบนผืนปฐพีนี้แล้วในรูปแบบที่แข่งขันกันเป็นรอบๆ (ไม่นับประเภทสร้างรถมาแข็งแบบ “แดร็ก” หรือวิ่งเอาความเร็วทางเรียบแบบม้วนเดียวจบ)

ฤดูกาลที่ผ่านมาของศึกฟอร์มูล่าร์ วัน เชื่อว่าแฟนความเร็วหลายคนคงเอาช่วย “นิโก้ รอสเบิร์ก” ให้ความแชมป์โลกสมัยแรกของตัวเองให้ได้เสียที หลังจากก่อนหน้านี้ถูก “ลูอิส แฮมิลตัน” เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทีมเดียวกัน “เมอร์เซเดส จีพี” ได้แชมป์โลกไปแล้วถึง 3 สมัย

หรือก่อนหน้านี้เป็นยุคความยิ่งใหญ่ของ “เซบาสเตียน เว็ตเทล” กับ “เรดบูลล์ เรซซิ่ง” นับตั้งแต่ตำนานอย่าง “มิชาเอล ชูมัคเกอร์” เลิกขับ

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังต้องยอมรับว่าการแข่งขันรถสูตร 1 อาจจะ “สนุกน้อยลง” เพราะรูปแบบการแข่งขันแบบเดิมๆ แข่งไปตามสนามต่างๆทั่วโลกเพื่อเก็บคะแนนหาทีมแชมป์โลกและนักขับที่จะเป็นแชมป์โลก ซึ่งถ้าใครไม่ใช่ประเภทคนรักความเร็วจริงๆ คงไม่ได้รู้สึกเหมือนชมเกมฟุตบอลที่ใครก็ดูได้ กฎกติกาไม่ละเอียดซับซ้อนหรือนั่งดูรถแข่งเป็นชั่วโมงเพื่อดูรถแข่งวิ่งวนไปแต่ละรอบ

อย่างไรก็ตามปีที่แล้ว ความสนุกของ “เอฟวัน” อยู่ที่การแย่งแชมป์โลกของสองนักขับจาก “เมอร์เซเดส เอเอ็มจี” ระหว่าง “ลูอิส แฮมิลตัน” กับ “นิโก รอสเบิร์ก” เพราะชั่วโมงนี้เป็นยุคที่เครื่องยนต์และรถของทีมดีกว่าทุกทีมในการแข่งขัน เหนือกว่า “สคูดาเลีย เฟอร์รารี่” หรือ “เรดบูลล์ เรซซิ่ง”

เมื่อปีที่แล้วก็มีดราม่าของสองนักขับจาก “เมอร์เซเดส” ในหลายสนามซึ่งท้ายที่สุดเป็นนักขับจากสหราชอาณาจักร “แฮมิลตัน” คว้าแชมป์โลกไปได้ แต่ปีนี้ต้องยอมรับว่าความกระหายของ “รอสเบิร์ก” ทำให้เจ้าตัวสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักขับคนที่ 33 ในการคว้าแชมป์โลก แถมด้วยสถิติเป็นคู่พ่อลูกที่ได้แชมป์โลกเป็นคู่ที่ 2 เนื่องจากคุณพ่อของ “รอสเบิร์ก” คือ “กิเก้” ก็เคยเป็นแชมป์โลกมาแล้ว

แน่นอนว่า หลังจาก “รอสเบิร์ก” คว้าแชมป์โลก แฟนๆกีฬาชนิดนี้หวังจะเห็นดราม่าสนุกๆแบบนี้แกล้มกับความเร็วในปีหน้า แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่อยากเพราะ เจ้าตัวดันตัดสินใจแขวนพวงมาลัยเลิกขับด้วยเหตุผลที่คลาสสิกสุดๆว่า “อิ่มตัว” และอยากให้คนจดจำเค้าในฐานะแชมป์โลก บวกกับการที่อยากให้เวลามากกว่า

ดังนั้นปีหน้าเราจะไม่ได้เห็นเกาเหลาชามโตของทีม “เมอร์เซเดส” ไม่รู้ว่า “แฮมิลตัน” เองจะรู้สึกหมดไฟด้วยไหม หลังจากที่คู่ปรับคนสำคัญเลือกที่จะจากไปแบบไม่หวนกลับมา

ส่วนเรื่องที่ยังเป็นจุดสนใจอื่นๆของกีฬาชนิดนี้ คงหนีไม่พ้นผู้จัดการแข่งขันทั้งหลายในหลายๆสนามที่ขาดทุนจากการจัดการแข่งรถสูตร 1 จนมีข่าวว่าหลายๆสนามตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเพิ่มหรือกำลังพิจารณาถึงโอกาสในการถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพรถสูตร 1 ทั้งที่ “มาริน่า เบย์” สิงค์โปร์ หรือ “เซปัง เซอร์กิต” มาเลเซีย ก็ไม่สามารถขายตั๋วได้คุ้มเหมือนสมัยที่มีการแข่งรถชนิดนี้
สุดท้ายที่อยากให้จับตามมองในปีนี้นอกจากอดีตแชมป์โลกอย่าง “แฮมิลตัน” จะกลับมาเป็นแชมป์โลกได้อีกครั้งหรือเปล่า หรือคนเก่งอย่าง “เว็ตเทล” ที่กลับมาฟอร์มดี รวมทั้งคงขอให้ลองดูฟอร์มของเด็กๆใหม่อย่าง “แม็กซ์ เวสสเต็ปเปน” ที่ห้าวเหลือเกิน

แน่นอนว่าเมื่อแชมป์โลกในยุคๆนึงเลิกขับด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เชื่อว่าต้องมีคนใหม่ๆหรือเด็กใหม่ๆมาแทนที่ แต่อารมณ์และบรรยากาศก็ไม่เหมือนเดิมกับปีที่แล้วหรือปีก่อนๆแน่นอนครับ