หญ้าหวานก่อมะเร็ง เป็นหมันจริงหรือ

“ชอบกินรสหวาน แต่น้ำตาลในเลือดก็สูงปร๊ด”

“ชอบกินรสหวาน แต่ก็อยากลดความอ้วน”

เพราะความหวานเป็นรสชาติที่หลายคนขาดไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันความหวานก็เป็นศัตรูตัวร้ายที่คอยทำลายสุขภาพ ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดจึงหันมาสนใจใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติ แทนสารสังเคราะห์มากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า “หญ้าหวาน” สมุนไพรรสชาติหวานเจี๊ยบสมดังชื่อ แถมเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ ก็กำลังกลายเป็นทางเลือกยอดฮิตของคนรักสุขภาพเช่นกัน

หญ้าหวานของดีตั้งแต่ครั้งโบราณ

หญ้าหวานจัดเป็นพืชล้มลุกระยะยาว มีลักษณะคล้ายต้นกะเพราหรือต้นแมงลัก ลำต้นกลมและแข็ง มีใบเดี่ยวรูปหอก ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบให้สารที่มีรสหวาน และมีช่อดอกสีขาว โดย อาจารย์ ดร.ณัฐิรา อ่อนน้อม ฝ่ายวิทยาศาสตร์การอาหารสถานบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงที่มาของหญ้าหวานให้ฟังว่า

“หญ้าหวานเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิลและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัย ซึ่งนิยมใช้ผสมกับชาเพื่อดื่มกันมานานแล้ว ส่วนชาวญี่ปุ่นเองก็กินหญ้าหวานกันอย่างแพร่หลาย โดยใช้หมักเป็นผักดอง หรือทำเต้าเจี้ยว”

“สำหรับในประเทศไทยนั้น เริ่มมีการนำหญ้าหวานมาใช้กันเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยนิยมนำไปตากแห้ง ชงผสมกับเครื่องดื่มแทนน้ำตาล”

หวานธรรมชาติ เปี่ยมคุณประโยชน์

รูปแบบของหญ้าหวานที่นิยมกินมี 2 แบบด้วยกัน คือ นำใบหญ้าหวานมาผสมกับชาสมุนไพรต่างๆ เพื่อเติมรสหวาน หรือสารสกัดจากหญ้าหวานเป็นผงสำเร็จรูปบรรจุซองสำหรับเติมลงในชา กาแฟ หรืออาหารต่างๆ ทั้งนี้อาจารย์ ดร.ณัฐิรา ได้อธิบายถึงคุณประโยชน์ของหญ้าหวานว่า

“ใบหญ้าหวานจะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 10-20 เท่า ส่วนสารสกัดบริสุทธิ์จากหญ้าหวาน หรือที่เรียกว่า สารสตีวิโอไซด์ (Stevioside) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล 200-300 เท่า โดยไม่ให้พลังงาน (0 แคลอรี) จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และผู้ที่ต้องลดน้ำหนัก แถมยังช่วยบำรุงตับอ่อน ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงได้

“นอกจากนี้สารสกัดจากหญ้าหวานยังไม่ทำให้ฟันผุ ทั้งมีความทนทานต่อกรดและความร้อน เมื่อใช้ผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่มที่ต้องผ่านความร้อนสูง จึงไม่กลายเป็นสีน้ำตาล ทำให้สารสกัดจากหญ้าหวานถูกนำไปใช้ในการผลิตอาหาร หรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น เบเกอรี่ ลูกอม หรือแม้แต่น้ำอัดลม”

หญ้าหวานก่อมะเร็ง เป็นหมันจริงหรือ

แม้ไม่นานมานี้จะมีการรายงานว่า มีชาวปารากวัยที่กินหญ้าหวานแล้วกลายเป็นหมัน หรือจำนวนอสุจิลดน้อยลงก็ตาม แต่จากข้อมูลของ สถาบันการแพทย์แผนไทย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลวิจัยจากต่างประเทศ ซึ่งพบว่าการใช้หญ้าหวานไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ หรือผลข้างเคียงแต่อย่างใด เพราะหลังจากทดลองกับหนูทดลองถึง 3 ชั่วอายุ ไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์หรือกลายเป็นหมัน

“หญ้าหวานสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้ในแต่ละวันไม่ควรกินเกิน 4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่อย่าลืมว่าหญ้าหวานมีรสขมเล็กน้อย ดังนั้น จึงควรระวังเวลานำไปใช้ เพราะอาจทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยนแปลงได้”

“ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยกินหญ้าหวาน อาจจะค่อยๆ เริ่มกินเพื่อปรับตัวให้ชินกับรสชาติหวานที่มีรสขมติดปลายลิ้นด้วยเล็กน้อยค่ะ” อาจารย์ ดร.ณัฐิรากล่าว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของเหล่านักวิจัยที่ได้ร่วมกันทบทวนผลงานวิจัยถึงคุณประโยชน์และโทษเกี่ยวกับหญ้าหวาน โดยสถานบันการแพทย์แผนไทยว่า

“หญ้าหวานไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน นักวิชาการจึงสนใจประเด็นสารสกัดสตีวิโอไซด์ว่า มีพิษหรือไม่ และควรกินเท่าใดจึงจะปลอดภัย ซึ่งได้คำตอบว่า สตีวิโอไซด์ปลอดภัยในทุกกรณี และค่าสูงสุดที่กินได้คือถึง 7,938 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก เพราะในความเป็นจริงมีผู้บริโภคได้แค่ 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเท่านั้น ก็หวานมากเกินไปแล้ว”

ฟ้าทลายโจร แก้เจ็บคอจากไวรัส

“ข้อย้อนกลับไปเล่าถึงช่วงเวลาซ้อมปั่นจักรยานเพื่อร่วมงานปั่นเพื่อพ่อเมื่อปลายปีที่ผ่านมา”

ระหว่างเส้นทางปั่น ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ถนนเริ่มลื่น จักรยานดีดโคลนบนถนนขึ้นมาเปื้อนเสื้อด้านหลัง แต่ไม่มีใครบ่น ทุกคนยังมุ่งหน้าปั่นไปเรื่อยๆ โชคดีที่คุณหมอใกล้ตัวซื้อรถจักรยานที่มีบังโคลนให้ผู้เขียน เสื้อเลยไม่เปื้อนค่ะ (ขอบคุณนะคะ)

ระหว่างทางมีจุดพักเป็นระยะๆ ปั่นมาถึงจุดพักแรกฝนก็ยังไม่หยุด ทีมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเริ่มกังวลว่าผู้เขียนจะไหวไหม เพราะกลัวจะป่วยหลังเสร็จงาน ขณะปั่นผู้เขียนก็คิดแล้วค่ะว่า ถ้าป่วยจะเป็นอะไรบ้าง ไข้หวัดไงคะ ยิ่งฝนหลงฤดูแบบนี้ ตกแบบเต็มๆ ร่างกายปรับตัวไม่ทันก็มีโอกาสป่วยได้ค่ะ

ตอนนั้นผู้เขียนทำใจแล้วว่า ป่วยเป็นป่วย เมื่อเราตั้งใจทำแล้ว ป่วยก็ไม่เป็นไร แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า อาจจะไม่ป่วยก็ได้ เพราะพระบารมีของพระองค์ท่าน จากนั้นผู้เขียนก็คิดต่อว่า ถ้าป่วยจะกินยาอะไร มีคำตอบในใจเลยค่ะว่าฟ้าทลายโจร เพราะมีสรรพคุณแก้ไข แก้เจ็บคอ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ดีมาก

ทำไมจึงต้องกินยาสมุนไพร ก็เพราะผู้เขียนไม่ชอบกินยาแผนปัจจุบัน ประกอบกับคิดว่า อาการป่วยของไข้หวัดไมน่าจะหนักมาก ดังนั้น ฟ้าทลายโจรน่าจะเอาอยู่ เมื่อคิดได้แล้วก็ทำใจและปั่นต่ออย่างมีความสุขค่ะ

ผู้เขียนกับทีมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปั่นไปคุยไปกับชาวบ้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขใจ ระหว่างทางมีชาวบ้านออกมาโบกมือทักทาย แต่มีเรื่องน่าขำคือ ตอนเริ่มต้นผู้เขียนปั่นอยู่หัวขบวน แต่เมื่อปั่นไปเรื่อยๆ ก็มาอยู่กลางขบวน สุดท้ายน่าจะเกือบรั้งท้ายขบวน ฮาค่ะ ทำให้ทีมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชะลอความเร็วลง เพราะต้องรอผู้เขียน

ชาวบ้านและเด็กนักเรียนปั่นแซงผู้เขียนไปตลอดทาง ขนาดชาวบ้านใช้จักรยานที่ไม่มีเกียร์นะคะ แต่เขาปั่นกันฉิวเลย ส่วนเด็กนักเรียนบางคนก็ใช้จักรยานคันใหญ่กว่าตัวด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาปั่นกันทุกวัน ทั้งปั่นไปโรงเรียน ปั่นไปไร่นา ร่างกายจึงฟิต ทำให้ปั่นกันแบบสบายๆ

แต่พวกเรา โดยเฉพาะผู้เขียน ในแต่ละวันนั้นขับรถไปทำงาน เรื่องออกกำลังกายเมื่อเทียบกับชาวบ้านก็ถือว่าน้อยกว่ามาก เพราะผู้เขียนวิ่งแค่วันละ 30 นาที แต่ท่านผู้อ่านคะ ในที่สุดผู้เขียนก็ปั่นถึงเส้นชัย ไม่น่าเชื่อจะปั่นได้ระยะทาง 29 กิโลเมตร และไม่เหนื่อยเลยค่ะ (ขอคุยนิดๆ) สาเหตุที่ไม่เหนื่อยเพราะปั่นด้วยความสนุกและมีจุดพักให้ดื่มน้ำ ที่สำคัญคือ มีกำลังใจมุ่งมั่นอยากทำให้สำเร็จ

เมื่อใจพร้อม กายก็พร้อมค่ะ เย็นวันนั้นผู้เขียนสังเกตตัวเองว่าจะป่วยหรือไม่ พร้อมทั้งให้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้าในที่สุด โอ เยส ไม่ป่วยค่ะ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ฟ้าทลายโจร ถ้าป่วยผู้เขียนจะกินฟ้าทลายโจรแบบลูกกลอน เพราะไม่ชอบกินแบบแคปซูล และเตือนตัวเองว่าจะกินฟ้าทลายโจรไม่เกิน 7-10 วัน เพราะเป็นยาเย็น หากกินติดต่อกันไปนานๆ จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงได้ค่ะ ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่จะกินฟ้าทลายโจรต้องคำนึงถึงข้อควรระวังนี้ไว้ด้วยนะคะ

ตะไคร้ ของดีคู่ครัวไทย ช่วยลดความดันโลหิต

ผู้เขียนไม่ค่อยมีโอกาสทำกับข้าวเท่าไร เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลา บวกกับคนกินขอร้องให้หยุดทำเพราะน้ำหนักขึ้น อิอิ โดยเวลาทำแต่ละครั้งจะทำเยอะมาก ลำบากคุณหมอใกล้ตัวต้องเป็นคนกินให้หมด ถ้ากินไม่หมดเราจะสรุปว่าไม่อร่อย และงานจะเข้ามากกว่ายอมกินแน่ๆ

ที่ต้องเลิกทำกับข้าวเพราะเจอประโยคที่ว่า “สงสารพุงพี่หน่อยเถอะ มันจะระเบิดแล้ว” เลยหยุดทำไปหลายเดือน ประกอบกับมีกิจกรรมอย่างอื่นในช่วงวันหยุดเยอะมากเลยไม่มีเวลา แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนไปสะดุดตาเข้ากับเห็ดที่ชาวบ้านนำมาขายที่โรงพยาบาล เลยเกิดไอเดียอยากทำให้คุณหมอใกล้ตัวและลูกสาวกิน

คิดได้เช่นนั้นก็ไม่รอช้า ตั้งใจว่าจะทำต้มยำเห็ด งานเลยเข้าทั้งคนที่จะต้องกินกับคนที่ทำที่จะต้องไปตลาด เพื่อซื้อวัตถุดิบต่างๆ บางอย่างเราไม่ต้องซื้อ เช่น ใบมะกรูด เพราะสามารถเก็บจากหลังบ้านได้ หอมแดงกับข่าก็มีเจ้าหน้าที่อนุเคราะห์ให้ ส่วนตะไคร้ ใช้วิธีขุดเอาจากบ้านของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เห็นไหมคะ แค่ผู้เขียน (นายใหญ่) นึกอยากทำกับข้าวก็ทำเอาเหล่าเจ้าหน้าที่วุ่นแค่ไหน

พอเลิกงานก็ได้เวลาทำเมนูต้มยำ ที่คนไทยชื่นชอบ ไม่อยากจะคุยว่าจริงๆ แล้ว ผู้เขียนทำกับข้าวอร่อยนะคะ แถมการกินต้มยำก็เปรียบได้กับการกินอาหารเป็นยา เนื่องจาวัตถุดิบที่ใช้เป็นเครื่องต้มยำนั้น มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรทั้งนั้นเลยค่ะ ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงตะไคร้ก็แล้วกัน

ตะไคร้นั้น มีน้ำหอมระเหยที่ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ปวดท้องได้ ทั้งยังใช้เป็นส่วนประกอบของยานวดลดอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้นอนหลับได้ดี บำรุงสมอง เหมาะกับผู้สูงวัยทั้งหลายที่ความจำเริ่มเสื่อมไปตามวัย ประโยชน์เยอะขนาดนี้คงต้องทำเมนูยำตะไคร้อีกละมั้ง

เพราะกินแบบสดๆ จะได้สารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินซี และแคลเซียม

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงนึกออกแล้วมั้งคะว่า วิตามินเอช่วยบำรุงสายตา วิตามินซีก็ช่วยทำให้ผิวพรรณดี ส่วนแคลเซียมนั้นช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ที่น่าสนใจ คือ มีรายงานว่าตะไคร้สามารถลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถกินตะไคร้เสริม เพื่อช่วยลดความดันได้ แต่ผู้เขียนขอย้ำว่าต้องใช้เป็นตัวเสริมนะคะ เพราะการรักษาหลักๆ ควรใช้ยาแผนปัจจุบัน และควรบอกให้คุณหมอที่รักษาทราบว่าจะกินตะไคร้ เนื่องจากการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ต้องปรับยาตามสภาวะของผู้ป่วย และผู้ป่วยต้องดูแลด้านอื่นด้วย เช่น หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ซึ่งหากทำได้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง หรือออกกำลังกายเพื่อสุขภาพร่วมด้วย

วิธีกินตะไคร้เพื่อช่วยลดความดันโลหิตสูง อาจกินเป็นอาหาร เช่น ยำตะไคร้ หรืออาจนำตะไคร้สดทั้งต้นประมาณ 1 กำมือทุบๆ นำไปต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 3 ครั้ง หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถหาซื้อชาตะไคร้มาดื่มได้ค่ะ

มาถึงตรงนี้คงสรุปได้ว่า ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีคุณค่ามากมาย เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย แต่ผู้เขียนว่าเหมาะกับผู้เชี่ยวชาญชีวิต (ผู้สูงอายุ) ที่สุดเลยค่ะ อิอิ

สมุนไพรหมาน้อย กรุงเขมา หมอน้อย

หมาน้อย เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ชื่อหลักคือ “กรุงเขมา” จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับบอระเพ็ด ประเทศไทยพบในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว เราสามารถนำหมาน้อยมาปรุงแต่งเป็นอาหารรสอร่อยได้อีกด้วย

หมาน้อย มีลักษณะเป็นไม้พุ่มแกมเลื้อย ลำต้น คล้ายใบเรียวยาว มีขนสั้นนุ่มหนาแน่นถึงประปรายถึงเกลี้ยง ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้าง โคนใบกลม ตัดหรือรูปหัวใจ ปลายใบมนถึงแหลมแกมเรียวแหลม ท้องใบมีขนสั้นนุ่มหรือมีขนประปราย ผิวใบมีขนสั้นนุ่มประปราย หรือมีขนประปราย ก้านใบมีขนสั้นนุ่ม หรือมีขนประปราย ยาว 2-9 เซนติเมตร ยืดยาวจากโคนใบ ดอก ช่อแยกเพศ ออกที่ซอกใบ ผล เมล็ดเดียวแข็ง สีส้มหรือแดง มีขนสั้นนุ่ม ออกดอกเดือน มีนาคม-ธันวาคม และติดผลเดือนเมษายน-มกราคม

 

สรรพคุณหมาน้อย

• ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.2556 ใช้ ราก เป็นตัวยาตรงสำหรับเป็นยาแก้ไข้

• เป็นส่วนประกอบในยาประสะกานพลูแก้ปวดท้อง เนื่องจากธาตุไม่ปกติ

• เป็นส่วนประกอบในยาที่ประสะเจตพังคีแก้จุกเสียด

ในหมู่หมอยาพื้นบ้านแถบอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ ได้นำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้อย่างต่อเนื่อง นานนับพันปีจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่น่าแปลกใจว่าแม้จะอยู่กับคนละทวีปกับประเทศไทย แต่ก็มีการใช้ในสรรพคุณที่เหมือนๆ กันเป็นส่วนใหญ่

หมาน้อย-หมอน้อย ต่างถิ่นเรียกต่างกัน

หมาน้อย

• ภาคกลาง เรียกว่า ขงเขมา พระพาย

• ภาคตะวันตกเฉียงใต้ เรียกว่า ก้นปิด

• แม่ฮ่องสอน เรียกว่า เปล้าเลือด

• เพชรบูรณ์ เรียกว่า สีฟัน

• ร้อยเอ็ด เรียกว่า เถาหมาน้อย

หมอน้อย

• ภาคกลาง เรียกว่า ใบก้นปิด

• ภาคใต้ เรียกว่า กรุงเขมา

หมาน้อย อร่อยพื้นบ้าน

ชาวอีสานจะเรียกต้นหมาน้อยว่า “เครือหมาน้อย” นำมาทำอาหารได้หลายอย่างทั้งของคาวและของหวาน เช่น นำมาปรุงผสมกับน้ำใบย่านางใส่ในป่นกบหรือป่นปลา หรือนำมาทำเป็นของหวานประเภทวุ้น มักเรียกกันว่า “วุ้นหมาน้อย” เพราะจากการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาพบว่า ใบหมาน้อยมีสารจำพวกเพคติน เมื่อขยำกับน้ำทิ้งไว้สักพักจะแข็งตัวเป็นวุ้น

วิธีทำคือ เลือกใบเครือหมาน้อยที่โตเต็มที่แล้วประมาณ 10-20 ใบ ล้างใบแล้วนำมาขยี้กับน้ำสะอาด 1 ถ้วย เวลาขยี้ใบจะรู้สึกเป็นเมือกลื่นๆ เมื่อขยี้จนได้ใบสีเขียวเข้มให้กรองเอากากใบเครือหมาน้อยออก คั้นน้ำใบเตยใส่เพิ่มลงไปสักนิด เพื่อให้มีกลิ่นหอม เพิ่มความหวานด้วยน้ำตาลเล็กน้อย ใส่เกลือนิดหน่อยเพื่อช่วยให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้น ทิ้งไว้สักพักจะได้วุ้นหมาน้อย รสชาติอร่อยมาก

หมาน้อย

• ภาคกลาง เรียกว่า ขงเขมา พระพาย

• ภาคตะวันตกเฉียงใต้ เรียกว่า ก้นปิด

• แม่ฮ่องสอน เรียกว่า เปล้าเลือด

• เพชรบูรณ์ เรียกว่า สีฟัน

• ร้อยเอ็ด เรียกว่า เถาหมาน้อย

หมอน้อย

• ภาคกลาง เรียกว่า ใบก้นปิด

• ภาคใต้ เรียกว่า กรุงเขมา

หมาน้อย อร่อยพื้นบ้าน

ชาวอีสานจะเรียกต้นหมาน้อยว่า “เครือหมาน้อย” นำมาทำอาหารได้หลายอย่างทั้งของคาวและของหวาน เช่น นำมาปรุงผสมกับน้ำใบย่านางใส่ในป่นกบหรือป่นปลา หรือนำมาทำเป็นของหวานประเภทวุ้น มักเรียกกันว่า “วุ้นหมาน้อย” เพราะจากการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาพบว่า ใบหมาน้อยมีสารจำพวกเพคติน เมื่อขยำกับน้ำทิ้งไว้สักพักจะแข็งตัวเป็นวุ้น

วิธีทำคือ เลือกใบเครือหมาน้อยที่โตเต็มที่แล้วประมาณ 10-20 ใบ ล้างใบแล้วนำมาขยี้กับน้ำสะอาด 1 ถ้วย เวลาขยี้ใบจะรู้สึกเป็นเมือกลื่นๆ เมื่อขยี้จนได้ใบสีเขียวเข้มให้กรองเอากากใบเครือหมาน้อยออก คั้นน้ำใบเตยใส่เพิ่มลงไปสักนิด เพื่อให้มีกลิ่นหอม เพิ่มความหวานด้วยน้ำตาลเล็กน้อย ใส่เกลือนิดหน่อยเพื่อช่วยให้วุ้นแข็งตัวเร็วขึ้น ทิ้งไว้สักพักจะได้วุ้นหมาน้อย รสชาติอร่อยมาก


เครือหมาน้อยอีกชนิดหนึ่งคือ หมอน้อย ชื่อหลักคือ กรุงบาดาล สามารถนำมาใช้ทำอาหารได้เช่นกัน วิธีทำคือ เลือกใบหมอน้อยที่แก่จัดลักษณะเป็นใบสีเขียวเข้มประมาณ 30 ใบ มาล้างทำความสะอาด ตั้งทิ้งไว้ให้พอหมาดๆ แล้วขยี้จนเหลือแต่เส้นใบ

จากนั้นนำใบย่านางที่ล้างทำความสะอาดแล้วประมาณ 10 ใบมาขยี้จนเหลือแต่ก้านใบเช่นกัน นำมาผสมกับน้ำใบหมอน้อย แล้วจึงกรองใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ปล่อยทิ้งไว้สักพัก น้ำหมอน้อยจะเริ่มจับตัวเป็นเจลลี่ และค่อยๆ จับตัวแข็งขึ้นเป็นก้อนวุ้น ให้ใช้มีดตัดเป็นชิ้นเล็กเหมือนลูกเต๋า แช่ไว้ในตู้เย็น เวลารับประทานจึงนำมาผสมกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ ใส่น้ำแข็งเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็จะได้วุ้นหมอน้อยลอยแก้วไว้รับประทานคลายร้อน

หัวไช้เท้าดองน้ำผึ้งรักษานิ่มในไตได้จริงหรือ

หัวไช้เท้าดองน้ำผึ้ง รักษานิ่มในไตได้จริงหรือ

Q : เจอข้อมูลที่แชร์กันในอินเทอร์เน็ตระบุว่า หากกินหัวไชเท้าฝานแว่นที่แช่น้ำผึ้งไว้ จะช่วยสลายนิ่วในไตได้ จึงอยากทราบว่าช่วยได้จริงหรือไม่

A : ตามตำราแพทย์แผนไทย หัวไช้เท้ามีฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณช่วยขับของเสีย ทำให้น้ำปัสสาวะใส และล้างพิษไตได้ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร มีบันทึกการใช้หัวไช้เท้าเป็นยาทั้งในตำราแพทย์แผนไทย และตำราแพทย์แผนจีน

จากสูตรดังกล่าวที่นำหัวไช้เท้าไปแช่น้ำผึ้งนั้น พบว่า น้ำผึ้งมีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบของแผล ใช้ถนอมอาหารให้เสียช้าลงและเป็นน้ำกระสายยา จึงคิดว่าใช้เป็นตัวช่วยให้กินหัวไช้เท้าได้ง่ายขึ้น และช่วยสมานบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการสลายก้อนนิ่วออกไป สูตรนี้เหมาะสำหรับการรักษานิ่วในระยะแรกเริ่มที่ก้อนนิ่วยังไม่โตมากนัก แต่หากเป็นในระยะที่ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่แล้วจะไม่เกิดผล ถึงอย่างไรก็ต้องรับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน

สมุนไพรไทยที่แนะนำ

การแพทย์แผนไทยจะใช้สมุนไพรที่มีรสจืดหรือรสขม มีฤทธิ์เย้นในการรักษา เพื่อช่วยในการขับนิ่ว ขับปัสสาวะ ได้แก่ ขลู่ ใบขี้เหล็ก ตะไคร้ (ทั้งต้น) ลูกน้ำเต้าอ่อน เหง้าสับปะรด หญ้าถอดปล้อง รากหญ้าแพรก

ข้อแนะนำสำหรับคนเป็นนิ่ว (ในไต)

“ควรดื่มน้ำมากๆ กินอาหารที่มีใยอาหารสูง งดพืชผักหรืออาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น หน่อไม้ ผักโขม บรอกโคลี แอ๊ปเปิ้ล ฝรั่ง หนังสัตว์ เครื่องใน รวมไปถึงช็อกโกแลต”

แพทย์แผนไทยประยุกต์ พรรณภัทร อินทฤทธิ์
อาจารย์คณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยบูรพา

ขมิ้นชันสดกับขมิ้นชันแคปซูลต่างอย่างไร

ขมิ้นชันสด VS แคปซูล เหมือนหรือต่างอย่างไร

Q : อยากทราบว่าระหว่างกินขมิ้นชันสดกับกินแบบแคปซูล จะได้ผลต่างกันหรือไม่ และขอคำแนะนำวิธีกินสดให้ได้ประโยชน์และง่ายที่สุดค่ะ

A : ปกติแล้ว หากไม่ได้เจ็บป่วยแนะนำให้กินขมิ้นชันร่วมกับอาหาร เพราะขมิ้นชันถือเป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม ปลาทอดขมิ้นและอีกมากมาย จึงเป็นวิธีกินสดที่ง่ายและให้รสชาติอร่อยอยู่แล้ว

และหากกินเป็นประจำหรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารท้องถิ่นเหมือนคนทางภาคใต้ของไทย จะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และโรคกระเพาะอาหารได้ แต่ถ้าเจ็บป่วยด้วยอาการข้างต้น ก็สามารถกินขมิ้นชันแคปซูลได้ ซึ่งส่วนใหญ่คือขมิ้นชันที่นำมาบดผง ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกันครับ

วิธีกิน ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ให้ดีว่ามีสัญลักษณ์ อย. และมีปริมาณสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารเฉพาะตัวตามมาตรฐานของยาชนิดนี้ไม่ต่ำกว่า 5 เปอร์เซ็นต์

โดยกินขมิ้นชันแคปซูลก่อนอาหาร 3 เวลา ปริมาณ 250 มิลลิกรัม หรือในปริมาณที่แพทย์แนะนำ

ข้อควรระวัง การกินในรูปแบบยาที่เป็นการสกัดสารจากขมิ้นชันออกมา (ไม่ใช่การบดผง) อาจจะทำให้เราได้รับตัวยาในระดับความเข้มข้นสูง ผู้ที่มีประวัติอาการผิดปกติในระบบย่อยอาหาร ระบบการทำงานของถุงน้ำดี เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี ควรระมัดระวัง เพราะสารเคอร์คูมินจะไปกระตุ้นการบีบตัวของถุงน้ำดี ส่งผลให้ถุงน้ำดีทำงานแย่ลง

หากมีผลิตภัณฑ์ที่กินอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องของปริมาณส่วนผสม ควรนำไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกิน เพื่อความปลอดภัยครับ

ป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยการแพทย์แผนจีน

  ยาจีนลดความร้อนป้องกันไข้เลือดออก

ใกล้ถึงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่ยุงลายชุกชุม เราควรเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกกันให้ดี

สำหรับโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีการบันทึกอยู่ในคัมภีร์ เวินอี้ลุ่น และคัมภีร์ เวินปิ้งเถียวเปี้ยน โดยคนไข้ในประเทศจีนมักใช้วิธีรักษาด้วยยาจีน การฝังเข็ม ครอบแก้ว ควบคู่กับการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน

นอกจากนี้มีงานวิจัยพบว่า คนที่เป็นโรคไข้เลือดออกส่วนใหญ่มีสภาพร่างกายอยู่ใน กลุ่มภาวะโรคร้อนชื้น รองลงมาคือ กลุ่มภาวะโรคเสมหะแล้วความชื้นสะสม แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีสภาวะร่างกายอยู่ในกลุ่มไหน วิธีเช็กดังนี้ค่ะ

กลุ่มภาวะโรคร้อนชื้น

จะเป็นผื่นง่าย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักตัวมาก ตัวบวม ปัสสาวะเหลือง ถ่ายไม่สะดวก อุจจาระเหนียว ลิ้นเป็นฝ้าหนาสีเหลือง ลิ้นแดง ชีพจรลื่นเร็ว เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนที่มีสภาพอากาศร้อนชื้น มักเกิดเป็นโรคในกลุ่มร้อนชื้นได้ง่าย เช่น ฝี หนอง ผดผื่นคัน โรคดีซ่าน

กลุ่มภาวะโรคเสมหะและความชื้นสะสม

เป็นคนอ้วน ท้องใหญ่ น้ำลายเหนียว สภาพร่างกายที่มีความชื้นสะสมอยู่มาก เมื่อเข้าฤดูฝนยิ่งทำให้ร่างกายมีความชื้นมากขึ้นไปอีก ทำให้เป็นโรคอ้วนและโรคในระบบทางเดินหายใจง่ายขึ้น

ป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยการแพทย์แผนจีน

ในมุมมองการแพทย์แผนจีนพบว่า กลุ่มคนที่มีภาวะโรคร้อนชื้นและภาวะโรคเสมหะและความชื้นสะสมมีความเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออก และมีอาการที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นจึงต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัด หรือกินยาจีนเพื่อปรับสมดุลร่างกาย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้

ในช่วงที่ไข้เลือดออกระบาด แนะนำให้กินยาจีนที่มีสรรพคุณขับพิษร้อน ลดความร้อน ห้ามเลือด และขับชื้น ซึ่งในชุดหนังสือ จงอีเย่าเสวเกาจี๋ฉงซู ฉบับ เวินปิ้งเสว ระบุว่าให้ต้มตัวยา 4 ชนิดดังนี้

1.ป่านหลานเกิน (Isatis Root) 30 กรัม

2.หนิวจินฉ่าว (Eleusine Indica) 30 กรัม

3.ตี้ต่านโภว (Scabrous Elephant-Foot Herb) 30 กรัม

ใบยอบ้าน สมุนไพรหลากหลายเมนู

ยอบ้าน สมุนไพร หลากเมนู

ยอบ้าน เป็นไม้พุ่มถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 5 เมตร พบในทุกภาคของประเทศไทยบริเวณป่าดิบแล้ง ป่าเหล่า ป่าดิบ ป่าผลัดใบ พบที่ความสูงได้ถึง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล ออกดอกเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม และติดผล กรกฎาคม – สิงหาคม นิยมปลูกในทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีความเชื่อกันว่า จะเป็นเหตุให้มีคนสรรเสริญเยินยอ หรือยกย่องในสิ่งที่ดีงาม

คุณค่าทางโภชนาการ

ใบยอบ้าน 100 กรัม มี

• วิตามินเอ 4,333 ug.RE

• แคลเซียม 841 มิลลิกรัม

• วิตามินบี 1 0.30 มิลลิกรัม

• วิตามินบี 2 1.66 มิลลิกรัม

• ไนอะซิน 7.2 มิลลิกรัม

• ใยอาหาร 4.6 มิลลิกรัม

• โปรตีน 5.0 มิลลิกรัม

ผลยอบ้าน 100 กรัม มี

• วิตามินเอ 667 ug.RE

• วิตามินซี 207 มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยา

ยาพื้นบ้านภาคใต้ใช้

• ใบ พอกทาแก้ฝี สมุนไพรตำรายาไทยใช้

• รากแห้ง 10 – 15 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น แก้เบาหวาน

• แก่น 30 – 60 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น บำรุงเลือด ทั้งยังทำสีแดงย้อมผ้าได้อีกด้วย

• ใบ อังไฟพอตายนึ่งปิดหน้าอก หน้าท้อง แก้ไอ แก้จุกเสียด หรือตำพอกศีรษะฆ่าเหา

• ราก แก้อาเจียน ใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดง

• ยอดใบอ่อน ใส่ข้าวยำ รับประทานกับน้ำพริก

• ผลอ่อน แก่คลื่นไส้ อาเจียน

• ผลสุก ขับระดู ขับลม

ส่วนเนื้อไม้ทำเครื่องแกะสลักหรือด้ามเครื่องมือ

ยอดอ่อนของยอบ้านนำมาปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น แกงอ่อมใบยอบ้าน แกงกะทิ รองห่อหมก นอกจากนี้ยังนำมาต้มจิ้มน้ำพริกได้ด้วย ใบยอบ้านมีเส้นกลางใบขนาดใหญ่และแข็ง จึงควรตัดเส้นกลางใบออกเสียก่อน แล้วนำมาลวกก่อนนำมาแกง ซึ่งจะช่วยลดความขมลงได้ด้วย

เมนูแนะนำ

หนึ่งในเมนูยอบ้านที่อยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองลิ้มชิมรสกันก็คือ “ห่อหมกปลาช่อนใบยอบ้าน” การใช้ใบยอบ้านเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เนื่องจากพบว่าใบยอบ้านมีสารประกอบบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพค่อนข้างมาก

สำหรับประโยชน์ต่อสุขภาพของห่อหมกนั้น เราจะเห็นว่าส่วนใหญ่ทำจากเนื้อปลา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ย่อยง่าย ไขมันต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็มีการใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ เป็นการเพิ่มไขมันเข้ามาให้เหมาะสม ทั้งยังมีการใช้พริกแกงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะประกอบด้วยสมุนไพรต่างๆ หลายชนิด ใบยอบ้านเป็นตัวช่วยทำให้เกิดความสมดุลของอาหารในส่วนที่เป็นผัก

เมื่อมีส่วนประกอบของผัก ไขมัน และโปรตีนแล้ว ก็ทำให้อาหารนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ ใบยอบ้านมีประโยชน์ต่อสุขภาพในเรื่องของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ช่วยลดการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้เกิดการป้องกันโรคในหลายๆ ด้าน เพราะฉะนั้น เป็นอาหารเมนูหนึ่งที่แนะนำให้ช่วยกันอนุรักษ์ และบริโภคกันเป็นประจำ

สำหรับผู้ที่ต้องการปรุงห่อหมกใบยอบ้านรับประทานกันเองในครอบครัว เรามีเคล็ดลับความอร่อยมาฝาก คือ

• การนำปลาช่อนไปผึ่งให้แห้งในกระชอนก่อนนำลงผสมกับพริกแกง จะทำให้พริกแกงและกะทิเข้าไปในเนื้อปลา ทำให้รสชาติเข้มข้น มีรสอร่อย

• ใบยอบ้านที่ใช้ควรเป็นใบยอบ้านที่อ่อน ไม่แก่จัด รสชาติของความขมจะน้อย และมีความนิ่ง ไม่แข็ง

• ห่อหมกที่ดีจะต้องเนื้อไม่แฉะ มีกลิ่นหอมของเครื่องแกง กลิ่นผิวมะกรูดจะนำ รสชาติเค็มพอดี มีความหวาน และความมันของกะทิ สีสันน่ารับประทาน

ขมิ้น สมุนไพรไทยมากล้นด้วยสรรพคุณ

ขมิ้น เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-90 ซม. เหง้าใต้ดินรูปไข่มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกช่อแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู

สรรพคุณทางยา
เหง้าของขมิ้นมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10 เดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหย ในขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด แก้โรคผิวหนัง ขับลม แก้ผื่นคัน แก้ท้องร่วง อาจช่วยรักษาโรค รูมาตอยด์ได้ ยังไม่ยืนยันแน่ชัด

วิธีใช้ประโยชน์
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และอาหารไม่ย่อยทำโดยล้างขมิ้นให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3 -4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน แต่บางคนเมื่อกินยานี้แล้วแน่นจุกเสียดให้หยุดกินยานี้

และนอกจากสรรพคุณต่างๆ ที่เรากล่าวมาแล้วนะค่ะขมิ้นยังสามารถนำใช้เป็นส่วนประกอบในเรื่องความสวยความงามด้วยค่ะ โดยสามารถนำมาขัดผิว ขัดหน้า แค่นำขมิ้นมาผสมกับดินสอพอง (หรือใครอยากจะผสมกับโยเกิร์ตก็ได้ค่ะ)และน้ำผึ้ง จากนั้นนำมาขัดผิว ขัดหน้า ก็ทำให้ผิวพรรณของคุณสวยผ่องสดใสเป็นยองใยอีกด้วยค่ะ….เคล็ดลับดีๆแบบนี้ลองนำไปใช้ดูนะค่ะ

ใบเตย สมุนไพรไทย

ใบเตย หรือจะเรียกว่าเป็นอีกหนึ่ง เตยหอม หรือ ใบเตยหอม ภาษาอังกฤษ Pandan Leaves, Fragrant Pandan, Pandom wangi มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus amaryllifolius Roxb. และยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆอีกเช่น ใบส้มม่า (ระนอง), ส้มตะเลงเครง (ตาก), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), ส้มพอดี ผักเก็งเค็ง (ภาคเหนือ) เป็นต้นBใบเตย จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็งมีขอบใบเรียบ ซึ่งเราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant Screw Pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด

นอกจากนี้ใบเตยยังประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอีกหลายชนิด โดยใบเตยหอม 100 กรัมนั้นจะมีเบต้าแคโรทีน 3 ไมโครกรัม, วิตามินซี 8 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.2 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 1.2 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 124 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.1 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรต 4.6 กรัม, โปรตีน 1.9 กรัม และให้พลังงานถึง 35 กิโลแคลอรี !
ใบเตยเป็นพืชที่คนไทยทุกคนต่างก็รู้จักกันดี เนื่องจากมีการนำมาใช้กันอย่างหลากหลายตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาปรุงแต่งอาหารอย่างขนมไทยให้มีกลิ่นหอม อร่อย และยังให้สีสันน่ารับประทานอีกด้วย

สรรพคุณของใบเตย

ต้นและราก
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย

ใบสด
– ตำพอกโรคผิวหนัง
– รักษาโรคหืด